รีวิว Resident Evil Requiem (Switch 2) - ความสยองในแบบพกพา ที่ใคร ๆ ก็เข้าถึงได้ไม่ยาก

Online Station
1 month ago16

เป็นเวลาประมาณ 1 สัปดาห์แล้วนะครับที่เกม Resident Evil Requiem ได้วางจำหน่ายพร้อมกันทั่วโลกแบบมัลติแพลตฟอร์ม ซึ่งในจำนวนนี้ก็รวมถึง Nintendo Switch 2 ที่เป็นเครื่องเกมรุ่นล่าสุดของปู่นินด้วย และหากไม่นับบรรดาภาครีเมคที่วางจำหน่ายไปแล้วถึง 3 ภาค ก็เท่ากับว่าแฟนเกมต้องรอกันนานถึง 5 ปีเลยทีเดียวกว่าจะได้เล่นภาคนี้กัน อย่างไรก็ตาม ด้วยความที่เกมเมอร์ทุกคนย่อมทราบกันดีว่าถ้าพูดเรื่องประสิทธิภาพในการแสดงผลของฮาร์ดแวร์แล้ว Nintendo Switch 2 อาจจะยังเป็นรองแพลตฟอร์มอื่นอยู่บ้าง แต่สิ่งที่มีทดแทนคือความสามารถในการเล่นพกพานอกสถานที่ได้นั่นเอง โดยรีวิวนี้ทางทีมงาน Online Station จะขอเล่าถึงประสบการณ์การเล่นบนแพลตฟอร์มนี้กันแบบตรงไปตรงมา เพื่อช่วยประกอบการตัดสินใจของเพื่อน ๆ ครับ

ก่อนอื่นต้องบอกก่อนเลยว่าการเล่นทั้งโหมด Dock กับโหมดพกพาต่างก็สามารถรันเกมนี้ได้ที่ 60 FPS เท่ากันทั้งคู่ เพียงแต่ตอนเล่นโหมดพกพา เฟรมเรตจะมีความเสถียรมากกว่า แต่ถึงกระนั้นเฟรมเรตที่อาจจะมีแกว่งบ้างตอนเล่นผ่านโหมด Dock ก็ไม่ได้ลดทอนประสบการณ์การเล่นลงเลย ขณะที่การแสดงผลด้านแสงเงา และรายละเอียดของภาพ ทางผู้พัฒนาก็ตั้งใจทำออกมาโดยคำนึงถึงความลื่นไหลขณะเล่นเป็นหลัก ดังนั้นกราฟิกที่ได้อาจจะมีดรอปลงเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้ดูแย่จนต้องหยิบมาเป็นประเด็นอะไรนัก

หากว่ากันในแง่ของภาพรวมการแสดงผล เวอร์ชั่น Switch 2 ถือเป็นแพลตฟอร์มที่ทำออกมาได้ดีอย่างน่าประทับใจ ตรงนี้แนะนำว่าควรเล่นในโหมดพกพาเป็นหลัก จากเหตุผลด้านเฟรมเรตที่นิ่งกว่า ซึ่งอยากจะแนะนำเพิ่มว่าเพื่อการควบคุมตัวละครที่ดีขึ้น เพื่อน ๆ อาจต้องเล่นผ่าน Pro Controller ที่มีความแม่นยำของการหันทิศทางและหันเล็งด้วยครับ

ในส่วนของเกมภาคนี้ ผู้เล่นจะได้รับบทเป็นเกรซ แอชครอฟต์ (Grace Ashcroft) เอฟบีไอสาวที่ต้องมาสืบสวนคดีเสียชีวิตปริศนาของชายคนหนึ่ง ซึ่งสถานที่พบศพดันเป็นสถานที่เดียวกับที่อลิซซ่า (Alyssa Ashcroft) แม่ของเธอเคยเสียชีวิตเมื่อ 8 ปีก่อน ขณะเดียวกัน ลีออน เอส. เคนเนดี้ (Leon S. Kennedy) ก็กำลังสืบสวนคดีเสียชีวิตต่อเนื่องของคนกลุ่มหนึ่งที่มีจุดเชื่อมโยงเดียวกันคือ ทุกคนล้วนเคยเป็นผู้รอดชีวิตจากเมืองแร็คคูนซิตี้ในปี 1998 และเสียชีวิตด้วยโรคปริศนาที่มีชื่อว่าแร็คคูนซิตี้ซินโดรม (Raccoon City Syndrome) เหมือนกันหมด โดยที่ลีออนเองก็ป่วยเป็นโรคนี้เช่นกัน และโชคชะตาก็นำพาทั้งเกรซกับลีออนมาเจอกัน และต้องค้นหาความจริงของเรื่องราวที่เกิดขึ้นนี้ให้ได้

Resident Evil Requiem

ด้านการพากย์เสียงและซาวด์ประกอบ การฟังผ่านลำโพงหรือหูฟังก็ยังให้ประสบการณ์ระทึกขวัญได้ดี ไฮไลท์สำคัญคือเสียงปืนมีความแน่นมาก โดยเฉพาะคนที่ปรับ Output ของเสียงเป็นแบบ Wide ก็จะได้มิติของเสียงที่รอบด้านมากขึ้นตามไปด้วย

อนึ่ง เกมเพลย์ของการเล่นเป็นเกรซกับลีออนจะต่างกันโดยสิ้นเชิง ไม่ว่าจะในแง่ของจำนวนอาวุธที่มีให้ใช้ รวมถึงสิ่งที่เกรซกับลีออนสามารถทำได้ ตลอดจนสปีดเกมที่ฝั่งลีออนจะเร็วทันใจกว่าเกรซมาก นั่นก็เนื่องด้วยประสบการณ์ของลีออนที่ช่ำชองและโชกโชนกับการเผชิญหน้ากับอาวุธชีวภาพมาค่อนชีวิต อย่างไรก็ดี ช่วงที่เล่นเป็นเกรซจะมีกระสุนและทรัพยากรให้เก็บน้อยกว่า และค่อนข้างบีบให้ผู้เล่นใช้เวลาในการลอบเร้น สำรวจพื้นที่ และศึกษาพฤติกรรมพวกศัตรูเยอะหน่อย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น การเล่นเป็นสองตัวละครสลับกันไปมากลับช่วยให้มีความกลมกล่อม ลงตัว และไม่ชวนให้ล้าหรือเบื่อเกินไปกับตัวละครใดตัวละครหนึ่งเลย

นอกจากนั้นแล้ว ทั้งเกรซกับลีออนก็จะมีระบบพัฒนาตัวละครเป็นของตัวเอง โดยตอนเล่นเป็นเกรซ ผู้เล่นต้องไปตามหาไอเทมที่เป็นกระเป๋าเพิ่มจำนวนช่องไอเทมที่ถือติดตัวได้ รวมทั้งยาจำพวก Steroid ที่เพิ่ม Max HP เหมือนในภาค 7 ขณะที่ลีออนจะมีระบบร้านค้าและอัปเกรดอาวุธที่ใช้งานได้ตั้งแต่ช่วงกลางเกมเป็นต้นไป ซึ่งมีความคล้ายกับเกมภาค 4 เวอร์ชั่นรีเมคพอสมควร

ขณะเดียวกัน เกรซกับลีออนจะมีทักษะในการผสมไอเทมเพื่อสร้างเป็นไอเทมชนิดใหม่ โดยฝั่งของเกรซนั้น ระบบนี้คือคีย์สำคัญในการเอาตัวรอดแทบทั้งเกม เพราะการจะลอบกำจัดศัตรูแบบ Stealth Kill หรือการกำจัดศัตรูบางประเภทได้อย่างรวดเร็วจำเป็นต้องใช้ไอเทมบางชนิดที่สร้างได้จากการผสมเท่านั้น

ตัวเกมมีการให้อิสระกับผู้เล่นเต็มที่ว่าจะเลือกเล่นผ่านมุมกล้องแบบใด ระหว่างมุมมองบุคคลที่ 1 กับบุคคลที่ 3 โดยมุมมองบุคคลที่ 1 จะเหมาะกับเกรซมากกว่า ด้วยบรรยากาศโดยรอบและการเคลื่อนที่ที่สมูธ แต่หากใครที่กลัวเวียนหัวหรือกลัวอาการ Motion Sickness ก็สามารถเล่นมุมมองบุคคลที่ 3 ที่กล้องจะวิ่งตามหลังตัวละครเอาก็ได้ ซึ่งการปรับส่วนนี้จะทำได้ทุกเมื่อ นึกจะเปลี่ยนก็ทำได้ทันที

ว่ากันตามตรง การเล่นเกม Resident Evil Requiem บน Nintendo Switch 2 ไม่ได้ทำให้เพื่อน ๆ พลาดหรือตกหล่นอะไรไปเลยในแง่ของประสบการณ์การเล่น อีกทั้งตัวเกมยังมีจุดเซอร์วิสแฟน ๆ ที่ติดตามซีรีส์นี้มานานอยู่หลายจุด แบบที่เห็นแล้วต้องร้องอ๋อหรืออมยิ้มได้แน่นอน ซึ่งการที่เล่นเกมนี้แบบพกพาไปไหนมาไหนก็ได้ ยิ่งช่วยทำให้การเล่นของเรามีความต่อเนื่อง นึกจะเล่นต่อก็หยิบมาเล่นได้เลย ต่อให้แลกกับงานภาพและเฟรมเรตที่นิ่งไม่เท่าแพลตฟอร์มอื่น แต่สุดท้ายแล้วมันก็ยังคุ้มกับสิ่งที่ได้กลับมาอยู่ดีครับ

อยากเล่น หรืออยากลอง ก็กดเข้าไปซื้อได้ที่ลิ้งค์นี้ได้เลย https://bit.ly/RE9NS2TH

รีวิวโดย: Vesper