Phantom Blade Zero เป็นเกมที่เกมเมอร์น่าจะได้ยินชื่อกันมาเนิ่นนาน เพราะว่าเคยเปิดตัวอย่างหวือหวามาสักพักแล้ว ลองนับนิ้วดูก็น่าจะมี 2 ปีอย่างต่ำๆ ซึ่งส่วนตัวผมเองก็เคยมีโอกาสได้ไปลองเล่นบิลด์แรกๆ ที่งาน Tokyo Game Show เมื่อสักปี 2024 แบบไม่ได้ตั้งใจด้วย เพราะตอนนั้่นแค่จะเดินผ่านและกำลังทำงานอื่นอยู่ แต่เพราะจริงๆ ก็สนใจเกมเป็นทุนเดิม กอปรกับเป็นบูธที่คนไม่เยอะนัก แถมทีมงานก็เชิญชวนให้เข้าไปลองเล่นเหลือเกิน เลยตัดสินใจเลี้ยวเข้าไปทดสอบสักหน่อย
ตัวเดโม ณ เวลานั้นไม่ได้เนื้อหามากมายอะไร แต่ความประทับใจกลับล้นทะลัก จำได้ว่าชมเกมกับ Dev ไม่ขาดปากเพราะผูมรู้สึกว่าเกมมันสนุกจริงๆ เลยได้แลกคอนแทคอะไรกันไว้ กระทั่ง 1 ปีถัดมา เมื่อผมกลับไปเยือน Tokyo Game Show อีกครั้งในปี 2025 ทีมพัฒนาก็ไม่ลืมเชิญและจูงมือผมเข้าไปลองอีกรอบ โดยในรอบนี้ตัวผมเองมีความรู้สึกต่างจากรอบก่อน มันเต็มไปด้วยความคาดหวัง เนื่องจากยังจำความมันส์แบบโคตรเซอร์ไพรซ์ได้ดี ทำให้การเล่นรอบนี้ได้พิจารณาเกมอย่างถี่ถ้วนมากขึ้น นอกจากนี้เนื้อหาที่เตรียมเอาไว้ให้สื่อฯ มานั่งเล่นก็กว้างขวางกว่าเก่า พอเป็นแบบนี้ก็แน่นอนว่าข้อสังเกตย่อมใหญ่โตขึ้นเป็นธรรมดา แต่ที่สุดแล้วผมยังคิดว่าสำหรับคอเกมแอคชั่นไฮออคเทน Phantom Blade Zero ยังคงเป็นเกมที่ควรค่าแก่การรอคอยมากๆ อยู่ดี
อย่างที่ทราบกันในเบื้องต้นครับว่า Phantom Blade Zero คือผลงานเกมแอคชั่นแนวจอมยุทธกำลังภายในจาก S-Game ค่ายพัฒนาเกมจากจีน ซึ่งเอาไปเอามากลับกลายเป็นว่า Phantom Blade Zero ได้กลายเป็นความหวังใหม่ของอุตสาหกรรมเกมจีนไปเสียอย่างนั้น ภายหลังจากที่ยังไม่มีเกมจากจีนเกมใด ทำผลงานได้ใกล้เคียงกับ Black Myth Wukong เลย ในช่วงที่ผ่านมา ทุกสายตาจึงจับจ้องกลับมาที่ Phantom Blade Zero ที่ยังคงฟอร์มดีมาตลอดช่วงการโปรโมต (แถมมีรายงานมาด้วยว่าตัวเกมได้รับเงินสนับสนุนเพิ่มเติมจากภาครัฐอีกต่างหาก) สำหรับในบทความนี้ผมจะมาเล่าความรู้สึกหลังได้ลองเดโมเกมตัวใหม่ไปราวๆ 2 ชั่วโมงจากงาน Tokyo Game Show เมื่อช่วงปลายเดือนกันยายนปีที่ผ่านมาครับว่าผมได้พบเจออะไร กังวลอะไร และไฮป์กับสิ่งใดบ้าง
จอมยุทธลุยด่าน ไม่ Open World และ ไม่ใช่ Souls
ทีมงานของ S-Game นั้นย้ำนักย้ำหนาว่า Phantom Blade Zero ไม่ใช่เกมแนว Souls ถึงแม้จะมีความท้าทายในการปราบศัตรูหรือบอส แต่เกมดูจะให้ความสำคัญกับความสนุกสนานระหว่างออกท่าปล่อยคอมโบมากกว่าการต้องมานั่งรอจับจังหวะความเป็นตาย โอเคว่ากดหลบหรือแพรี่ตัวเกมก็มีเช่นกัน แต่การหลบไม่พ้น 2-3 ทีก็ยังมีโอกาสพลิกกลับมาได้เสมอ ซึ่งผมยืนยันว่าเป็นอย่างนั้นจริง เพราะคนที่ทนเล่นเกม Souls ไม่ไหวอย่างผม ก็ยังสามารถผ่านเกมนี้ได้ถึงแม้จะจะสังเวยความตายไปหลายรอบก็ตามไม่ว่าจะตอนสู้บอสหรือศัตรูรายทาง
อ้างอิงจากที่เล่นมาในเดโม (ของจริงอาจมีเปลี่ยนแปลง หรือเกมช่วงอื่นอาจมีเมคานิคเปลี่ยนไป) ตัวเกมจะมาในแนวลุยด่านไม่ใช่โอเพ่นเวิร์ล ตอนเริ่มด่านเราจะได้เลือก Loadout อาวุธก่อน ซึ่งมีอาวุธหลัก อาวุธรอง และอาวุธระยะไกล (แต่สามารถสับเปลี่ยนอาวุธได้ตลอด) เมื่อลุยไปเรื่อยๆ จะได้เจอกับ Checkpoint ซึ่งเปรียบเสมือนจุดเกิดประจำด่าน เวลาตายก็จะมาเกิดตรงนี้ หรือหลายๆ โอกาสก็จะทำหน้าที่เป็นจุดวาร์ปเผื่อวาร์ปกลับไปในที่ๆ เคยไปเมื่อก่อนและเก็บไอเทมที่เคยตกหล่น ถึงจุดหนึ่งก็จะได้สู้กับบอส และจบด่านไป




หากพูดง่ายๆ Flow ของเกมก็จะประมาณนี้ครับ เพียงแต่ตามรายทางก็จะมีรายละเอียดที่ช่วยชูให้เกมนั้นมีอะไรมากขึ้น อย่างการลุยด่านแม้จะมีความเป็นเส้นตรง แต่ก็ใช่ว่าจะตรงแหน่วอะไร ยังมีความซิกแซก และลูกเล่นที่ถูกเติมเข้าไปอยู่ อย่างพวกพัซเซิล ทางลับ หรือไอเทมที่ซ่อนไว้ให้ได้สำรวจ นอกจากนี้ ในบางช่วงของด่านตัวเกมจะเปิดโอกาสให้เราสามารถเลือก "ลอบเร้น" ไปเก็บศัตรูได้ เพื่อลดความยากเข็ญในภารกิจนั้นๆ แต่หากไม่ใช่ทางและมั่นใจในฝืมือมากพอก็ดุ่ยๆ เข้าไปบู๊ได้เลย ผ่านด่านได้เหมือนกัน
ในเดโมที่ได้เล่นยังมีจุดที่น่าสนใจอีกจุดคือผมเจอกับบอสช่วงกลางทางตัวหนึ่ง แต่ทีมงานพยายามบอกแกมแนะนำหนักแน่นว่าให้วิ่งผ่านไปเลยก็ได้ไม่ต้องสู้ไม่ต้องสนใจ พร้อมรอยยิ้มปริศนา ซึ่งผมก็ลองทำตามเพราะคิดไปว่าคงอยากโชว์ความอิสระของเกมว่าไม่ต้องสู้กับบอสทุกตัวก็ได้ กลายเป็นว่าตอนเจอบอสใหญ่ก็คือเจ้าบอสรองตัวนี้ตามมาสมทบรุมผมจนตายไปเป็น 10 รอบ พอชนะได้ทีมงานถึงมาเฉลยว่า ถ้าผมปราบบอสตัวนี้ตั้งแต่กลางด่าน มันก็จะไม่มาโผล่ในบอสไฟต์สุดท้าย และเราก็จะชิลกว่านี้ แหม่ แสบนักนะทีมงาน!
ศัตรูของผู้ฝึกยุทธ ย่อมมีวิชา
ถึงจะบอกว่าไม่ใช่เกม Souls แต่ศัตรูในภาพรวมของเกมนั้นไม่ใช่ว่ากี๊จนปรี่เข้าไปฟันๆ แบบเอามันส์ได้ทุกตัว เพราะหลายๆ ตัวสวนเราหน้าหงายได้แม้เป็นศัตรูรายทางครับ จำได้ว่าตอนเล่นเดโมก็มีตายข้างทางไปพอสมควร อาจจะด้วยเพราะการพกยาที่ทำได้จำกัดก็ส่วนหนึ่ง แต่การที่ศัตรูเหล่านี้มีความอันตรายก็ต้องยกเครดิตให้การออกแบบด้วยส่วนหนึ่งครับ
ในหลายๆ ครั้งศัตรูก็มักจะยืนกันเป็นหมู่คณะ เวลาโดนรุมก็จะท้าทายขึ้นมาทันที ศัตรูในเกมนี้ไม่ใช่พวกที่ฟัน 3-4 ทีแล้วนอน (ในเดโม) แต่อาจต้องใช้กระบวนยุทธทั้งเพลงเพื่อกำราบมันลง ขณะที่ตัวยิงไกลก็สร้างความน่ารำคาญให้กับผู้เล่นได้เป็นอย่างมาก หากเจอที่ไหน ก็แนะนำให้รีบๆ เก็บมันก่อนเลย




นอกจากรูปลักษณ์ของศัตรูที่ออกแนวเหมือนทหารจีนโบราณซะส่วนใหญ่ ภายในเกมก็ยังมีศัตรูดีไซน์แนวๆ ปีศาจเช่นกันครับ เพราะว่าเกมมีความเป็นแฟนตาซีอยู่พอสมควร แต่หากนับศัตรูที่ผมประทับใจที่สุดในการเล่นเดโมนี้ก็คือช่วงบอสใหญ่เฟสแรก ที่เราได้สู้กับศัตรูกลุ่มหนึ่งแต่งตัวเหมือนนักพรต เข้ากลุ้มรุมเราพร้อมสู้ด้วยค่ายกล "7 ดารา" ไอ้ผมที่เพิ่งดูมังกรหยกภาคแรกมาก็คุ้นเลย เรฟมาได้เป๊ะมากๆ แล้วสู้สนุกสุดๆ ชอบอย่างโคตร
ยอดยุทธลือว่าร้าย ย่อมมากด้วยลีลาแลศาสตรา
ส่วนตัวแล้วสิ่งที่ผมชอบมากที่สุดของเกมนี้คือมูฟเมนต์และคอมโบในการออกท่าฟาดฟันของตัวละครที่มันทั้งดูลื่นไหล หนักแน่น งดงาม และเติมเต็มความเบียวจอมยุทธได้อย่างเต็มกราฟ ต้องยอมรับจริงๆ ว่าเกมน่าจะเน้นจุดนี้มากๆ เพราะอาวุธในเกมก็มีหลากหลายชนิด แถมแต่ละชนิดก็มีมูฟเมนต์ไม่เหมือนกัน ยิ่งฟันคอมโบต่อกันได้มากเท่าไหร่ ก็ยิ่งรู้สึกว่าไอ้จอมยุทธคนนี้มันเก่งเจ๋งจริงๆ เท่มากๆ
แต่แน่นอนอย่างที่บอกไปในพารากราฟก่อนว่าสักแต่จะฟันก็จะโดนสวนหน้าหงายกลับมา ระหว่างสู้เราอาจจะยังต้องจับจังหวะหลบ ป้องกัน แพรี่หรือสวนกลับอีกด้วย โดยเฉพาะกับศัตรูชนิดบอส ที่อาจต้องมีสมาธิเป็นพิเศษ แต่ข้อดีในความคิดผมคือตัวเกมไม่ได้บีบให้เราต้องสวนหรือแพรี่ขนาดนั้น หากเราร่ายเพลงกระบี่ฟันศัตรูได้มีดาเมจพอ มันก็จะมีเสียหลักโดนเราล่อยาวๆ ได้เช่นกัน ใช่แต่ว่าต้องแพรี่ท่าเดียว ซึ่งสำหรับผมแล้วเกมมาเวย์นี้โอเคกว่ามากๆ ครับ นอกจากนี้ยังมีการกดท่า Execution เท่ๆ ด้วย แล้วความโหดของเกมนี้ก็พอสมควร มีเลือด มีชิ้นส่วนขาดกระเด็นเหมือนกัน น้องๆ หนูๆ ควรได้รับคำแนะนำจากผู้ปกครองครับ




ข้อสังเกตของยุทธจักร
ในเดโมนี้ผมยังไม่เห็นการ Customize ของตัวละครในจุดใดๆ มีแค่การเซ็ต loadout อาวุธเท่านั้น เรื่องเปลี่ยนเครื่องแต่งกาย หรือปรับหน้าตาตัวละครนี่ยังไม่เห็น แต่ส่วนตัวคิดว่าเรื่องชุดคงมีให้เปลี่ยน แต่อาจจะไม่มีระบบปรับตัวละคร เพราะเกมน่าจะล็อกตัวเอกคนนี้เลย (อาจมีเปลี่ยนทรงผมบ้าง ต้องไปลุ้นในเกมจริง) ขณะที่กราฟิก ในภาพรวมก็โอเค แต่หากพิศดูใกล้ๆ นั้นบางจุดยังมีความหยาบอยู่มาก และอาจไม่ได้รู้สึกว่าเกมเป็นเน็กซ์เจนขนาดนั้น ยิ่งเมื่อเทียบเกมเกมรุ่นพี่เมื่อ 2 ปีก่อนอย่าง Wukong ก็ยิ่งเห็นได้ชัดว่าเกมนี้อาจไม่ได้มีกราฟิกระดับ Top Tier ทว่านี่ก็คือเดโมที่เล่นบน PS5 ในเวอร์ชั่น PC อาจสามารถปรับได้มากกว่านี้ นับรวมไปถึงเฟรมเรตที่ยังคงร่วงบ้างในหลายๆ จังหวะ ที่เราหวังว่าจะถูกปรับจูนมากขึ้น
สิ่งที่ยังเป็นปัญหาตั้งแต่ผมเล่นเดโมรอบแรก แม้น่าจะถูกปรับแก้ไปบ้างแต่ยังชัดอยู่คือมุมกล้องที่ชอบเคลื่อนไปติดออบเจ็ครอบๆ จนบังวิสัยขณะสู้ครับ ยิ่งเป็นแอคชั่นความเร็วสูงแบบเกมนี้มุมกล้องยิ่งบิดเร็ว และหากโดนบังเมื่อไหร่ ตัวผู้เล่นก็มีโอกาสหลุดคอมโบหรือโดนโจมตีสูง กว่าจะหมุนกลับออกมาได้ก็ต้องใช้เวลา หวังว่าตัวเกมจะมีการแก้ไขเพิ่มเติมในเวอร์ชั่นขายจริงครับ








ยุทธภพแห่งใหม่รอคนท้าทาย
ในภาพรวมแล้วผมยังประทับใจและไฮป์มากๆ กับ Phantom Blade Zero แม้เกมอาจไม่ใช่จริตผมทั้งหมด แต่เอาตรงๆ ผมว่าเราขาดเกมแอคชั่นไฮออคเทนทรงๆ นี้ไปนานพอสมควร และด้วยท่วงท่าการออกแอคชั่นที่เติมเต็มการเบียวจอมยุทธได้อย่างดี ผมคิดว่า Phantom Blade Zero เกมนี้น่าจะเป็นอีกผลงานที่น่าคาดหวังมากๆ ในปีนี้ครับ อย่างน้อยๆ ก็ผมคนหนึ่งล่ะ!
Phantom Blade Zero มีกำหนดวางจำหน่ายวันที่ 9 กันยายนนี้บน PS5 และ PC ครับ

