หลังจากเมื่อวานนี้ทางค่าย Epic เพิ่งเปิดตัว Epic Games Launcher เวอร์ชันใหม่ในรูปแบบพรีวิวไปหมาด ๆ โดยคุยโวว่าพัฒนาขึ้นมาใหม่ด้วยวิธี Vibe Coding หรือการให้ AI เขียนโปรแกรมโดยมีมนุษย์คอยกำกับ เพราะมองว่า "การเขียนโปรแกรมมันเป็นเรื่องยาก" พร้อมอวดสรรพคุณข่มคู่แข่งว่าสามารถเปิดใช้งานได้ไวกว่า Steam ถึง 46% และสลับหน้าต่างจาก System Tray ขึ้นมาที่หน้าคลังเกมได้เร็วกว่า 14% เลยทีเดียว

ปรากฏว่าวันนี้ทางฝั่ง Steam ดูเหมือนจะไม่ยอมโดนข่มอยู่ฝ่ายเดียว และเลือกที่จะตอบโต้กลับแบบเงียบ ๆ แต่เจ็บแสบ โดยไม่ต้องมาโพสต์อวดลงโซเชียลมีเดียด้วยซ้ำ นั่นคือการอัปเดตให้โปรแกรม Steam เริ่มทำงานไวยิ่งกว่าเดิมเป็นเท่าตัว!
โดยอัปเดตล่าสุดของ Steam ที่เพิ่งปล่อยออกมาเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนนั้น นอกจากจะมีการปรับปรุงฟีเจอร์ต่าง ๆ อย่าง Big Picture Mode และแก้ไขบั๊กทั่วไปแล้ว สิ่งที่หลายคนอาจไม่ทันสังเกตคือใน Patch Notes มีการระบุสั้น ๆ ว่า
"ปรับปรุงประสิทธิภาพในการเปิดโปรแกรม Steam"
แม้จะไม่พูดอะไรมาก แต่เอาเข้าจริงแล้วถือเป็นการอัปเกรดที่ก้าวกระโดดไม่น้อย เพราะมีผู้ใช้ X ที่ชื่อว่า @girlglock_ ได้แชร์คลิปวิดีโอโชว์ให้เห็นกันชัด ๆ เลยว่า Steam เวอร์ชันใหม่นี้ใช้เวลาเปิดโปรแกรมเพียง 5.23 วินาทีเท่านั้น ซึ่งเร็วกว่าสถิติเดิมของเวอร์ชันเก่าที่ทาง Epic เคยจับเวลาไว้ที่ 10.07 วินาที ถึงเกือบเท่าตัว (และเฉือนชนะสถิติ 5.47 วินาที ของ Epic Launcher ใหม่ไปแบบฉิวเฉียด)
ซึ่ง @girlglock_ ก็เหน็บแบบแสบสันว่า "วันนี้เป็นวันที่ดีจริง ๆ ที่จะเป็นคนเกลียดนาย Sweeney (ซีอีโอของ Epic) เพราะผ่านไปยังไม่ทันครบ 24 ชั่วโมงเลยด้วยซ้ำ... 555+"
ด้วยเหตุนี้ Steam จึงกลับมาทวงแชมป์ Launcher ที่ทำงานได้ไวกว่าคู่แข่งไปอีกครั้ง ซึ่งจังหวะเวลาก็ดูจะประจวบเหมาะเหลือเกิน เพราะปล่อยออกมาหลังจากที่ Epic เปิดตัว Launcher ใหม่ได้เพียงวันเดียวเท่านั้น เรียกว่าเป็นจังหวะซิตคอมที่ฝั่ง Epic เห็นแล้วก็คงแอบหงุดหงิดอยู่ไม่น้อย!
ปัจจุบัน Steam ยังคงเป็นแพลตฟอร์มร้านค้าเกม PC อันดับหนึ่งที่ทิ้งห่างคู่แข่งไปหลายขุม แม้ว่าทาง Epic Games Store จะพยายามงัดกลยุทธ์ต่าง ๆ มาสู้ รวมถึงการแจกเกมฟรีไม่อั้น แต่ก็ยังแย่งส่วนแบ่งตลาดมาได้ยาก และถึงแม้ทาง Epic จะมองว่าการเปิดตัว Launcher ใหม่ครั้งนี้เป็นชัยชนะเล็ก ๆ ที่พอจะนำมาขิงใส่คู่แข่งได้ แต่สุดท้ายก็ดีใจได้ไม่ทันข้ามวัน ก่อนจะต้องกลับมาพ่ายแพ้อีกรอบ
ทั้งนี้ เราไม่อาจรู้ได้ว่าทาง Valve ใช้วิธี Vibe Coding ในการอัปเดต Steam เหมือนกับ Epic หรือไม่ แต่ที่แน่ ๆ คือฝั่ง Epic เปิดเผยแล้วว่าจะเดินหน้าเต็มสูบกับการนำ AI มาใช้ทำงานด้วยนโยบาย "AI-First" ซึ่งก็น่าจับตามองว่าการพึ่งพา AI แบบสุดตัวเช่นนี้ จะสู้ฝีมือการเขียนโค้ดของมนุษย์ในเรื่องคุณภาพได้แค่ไหน และจะก่อให้เกิดปัญหาตามมาในระยะยาวหรือไม่
แปลและเรียบเรียงจาก
Wccftech
