รวมสิ่งที่จะได้เจอใน Silent Hill: Townfall ภาคใหม่ ที่มาพร้อมการใช้มุมมอง First-Person เต็มรูปแบบ

Online Station
3 สัปดาห์ที่แล้ว15

Silent Hill: Townfall เปิดตัวยิ่งใหญ่ในงาน State of Play โดยจะมาในมุมมองบุคคลที่หนึ่ง (First-person) ที่จะเล่าเรื่องราวของตัวเอกชื่อ Simon บนเกาะ St. Amelia ประเทศสกอตแลนด์ พร้อมอุปกรณ์ใหม่อย่าง "CRTV" มาแทนวิทยุแบบเดิม โดยตัวเกมมีกำหนดวางขายในปี 2026

ซึ่งหลังจากจบงาน State of Play ก็มีรายการ Silent Hill Transmission ต่อทาง YouTube ทันที โดยในพาร์ทนี้เราได้เห็นรายละเอียดเชิงลึกของเกมมากขึ้นจากปากของ Jon McKellan (ไดเรกเตอร์) และ Greame McKellan (หัวหน้าทีมออกแบบ) จากเดิมที่เราแทบไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับ Silent Hill: Townfall ตอนนี้เรากลับมีข้อมูลน่าตื่นเต้นเต็มไปหมด และในบทความนี้เราได้สรุปรายละเอียดสำคัญ ๆ มาให้ด้านล่างนี้แล้ว


มุมมองบุคคลที่หนึ่ง

ย้อนกลับไปในปี 2014 เคยมีเดโมลับตัวหนึ่งโผล่มาเซอร์ไพรส์ในงาน E3 มันเป็นเกมสยองขวัญมุมมองบุคคลที่หนึ่งที่เซตฉากอยู่ในทางเดินวนลูป ซึ่งทุกครั้งที่คุณเดินผ่าน รายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ จะเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ไม่ว่าจะเป็นตัวหนังสือบนกำแพง รูปถ่ายที่โดนขูดขีด หรือมีผีมายืนจ้องคุณจากชั้นบน เดโมตัวนั้นชื่อว่า P.T. ซึ่งต่อมาถูกเฉลยว่าเป็น "น้ำจิ้ม" ของเกม Silent Hills ที่กำกับโดย Hideo Kojima และ Guillermo del Toro แต่สุดท้ายพอก็จิม่ามีปัญหากับ Konami จนต้องแยกทางกันไป เกมนั้นก็โดนสั่งยกเลิกไปอย่างน่าเสียดาย

ตอนนี้ผ่านมา 12 ปี Silent Hill: Townfall จะมาในรูปแบบเกมสยองขวัญมุมมองบุคคลที่หนึ่งเต็มตัว ซึ่งถือเป็นภาคหลักภาคแรกของซีรีส์ที่มีทั้งการสำรวจและการต่อสู้ในมุมมองนี้แบบร้อยเปอร์เซ็นต์ แถมยังเป็นภาคแรกที่มีระบบ "การต่อสู้" ในมุมมองบุคคลที่หนึ่งด้วย


St. Amelia, สกอตแลนด์ ปี 1996

Silent Hill: Townfall จะพาเราไปสัมผัสความสยองบนเกาะ St. Amelia ในสกอตแลนด์ปี 1996 ซึ่งความพิเศษคือทีมพัฒนาได้จำลองเมืองบ้านเกิดของตัวเองมาใส่ไว้ในเกม ทำให้บรรยากาศจะมีความสมจริงและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวสไตล์สก็อตติช


CRTV

CRTV คือไอเทมชูโรงของภาค Townfall ที่มาแทนวิทยุแบบเดิม โดยนอกจากจะส่งเสียงเตือนศัตรูได้แล้ว ยังใช้สแกนหาตำแหน่งศัตรูผ่านสิ่งกีดขวางได้ด้วย ซึ่งจำเป็นมากสำหรับระบบการเล่นแบบลอบเร้น นอกจากนี้มันยังทำหน้าที่เล่าเรื่องผ่านสัญญาณภาพปริศนาที่อาจเกี่ยวข้องกับปมในอดีตของตัวเอกด้วยนะ


ความเจ็บป่วยและการรักษา

เกม Silent Hill ทุกภาคจะมีธีมเรื่อง "บาดแผลทางใจ" เป็นหัวใจสำคัญเสมอ อย่างภาคแรกจะเป็นเรื่องความร้าวฉานในครอบครัวและการทารุณกรรมเด็ก ภาค 2 ว่าด้วยความเศร้าโศกและความรู้สึกผิด Silent Hill f เกี่ยวกับการเกลียดชังผู้หญิงและการคลุมถุงชนที่บิดเบี้ยว ส่วน The Short Message ก็เป็นเรื่องการบูลลี่ออนไลน์และการฆ่าตัวตาย ซึ่งธีมเหล่านี้จะสะท้อนออกมาผ่านเนื้อเรื่อง และมักจะเห็นได้ชัดจากรูปลักษณ์ของพวกสัตว์ประหลาดที่คอยตามหลอกหลอนตัวเอก

สำหรับ Silent Hill: Townfall หนึ่งในธีมหลักก็มีส่วนเกี่ยวข้องกับการรักษาทางการแพทย์, โรงพยาบาล และอาการเจ็บป่วย โดย Simon Ordell ตัวเอกของภาคนี้ มีสายรัดข้อมือผู้ป่วยที่ระบุวันเกิดและกรุ๊ปเลือดไว้ชัดเจน ซึ่งรายละเอียดตรงนี้สำคัญมากเพราะมันยืนยันว่าเขาคือ "คนไข้" ไม่ใช่แค่คนมาเยี่ยม แถมที่มืออีกข้างของ Simon ยังมีเข็มน้ำเกลือเสียบค้างไว้ที่เส้นเลือด โดยมีเทปกาวเปื้อนเลือดนิด ๆ แปะทับอยู่ด้วย

นอกจากนี้ ศัตรูตัวแรกที่เราเห็นในตัวอย่างคือร่างเหี่ยวย่นที่นั่งอยู่บนเตียงคนไข้ ซึ่งในขณะที่เราดูกันอยู่ ร่างนั้นก็ได้ล้วงเข้าไปในอกตัวเองแล้วมีสายน้ำเกลือเลื้อยออกมา ซึ่งถือว่าเป็นซึ่งการเปิดพื้นที่ใหม่ในการเล่าเรื่องเชิง Psychological Horror ที่น่าสนใจและลึกซึ้งกว่าเดิม


การต่อสู้ด้วยอาวุธประชิดและปืน

Silent Hill: Townfall คือเกมแรกในซีรีส์ที่มีระบบการต่อสู้ในมุมมองบุคคลที่หนึ่ง เพราะเกมภาคอื่น ๆ ที่ใช้มุมมองนี้มักจะมาในแนว "สยองขวัญเดินสำรวจ" โดยในภาค Townfall จะยกระดับความกดดันด้วยระบบการต่อสู้มุมมองบุคคลที่หนึ่งที่มีทั้งปืน (ที่กระสุนน้อยนิด) และการดวลอาวุธประชิดที่เน้นการบล็อกและสวนกลับ ซึ่งถือเป็นความท้าทายครั้งใหญ่ของทีมพัฒนาที่จะสร้างระบบต่อสู้แบบนี้ออกมาให้ลื่นไหลและสมจริงท่ามกลางมุมมองที่จำกัด


Simon Ordell

Simon Ordell ได้รับการเปิดตัวในฐานะพระเอกของ Silent Hill: Townfall ในงาน State of Play และเขาก็สร้างความประทับใจแรกที่น่าสนใจทีเดียว ด้วยบุคลิกที่ดูจะเป็นคนหัวอ่อนหน่อย ๆ และมีบางอย่างในอดีตที่เขากำลังพยายามจะแก้ไขที่ดูแล้วน่าจะไม่สำเร็จ ซึ่งตัวอย่างก็เปิดมาด้วยการที่เขาตื่นมาในน้ำซ้ำ ๆ อ้างอิงจากคำพูดที่ว่า "ผมตื่นขึ้นมาในน้ำอีกแล้ว แต่คราวนี้มันไม่เหมือนเดิม"

เราจะเห็นได้ว่า Simon มักจะตื่นมาในน้ำรอบเกาะ St. Amelia ซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่รอบนี้พอเขาตื่นขึ้นมา เมืองทั้งเมืองกลับเปลี่ยนไป ซึ่งถือเป็นการปูเรื่องสไตล์ Silent Hill ที่ยอดเยี่ยมมาก ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นมันคือเรื่องจริง หรือเป็นแค่ภาพหลอนในหัวของเขากันแน่?

แต่ก็นั่นแหละ มันมีบางอย่างเกี่ยวกับตัว Simon ที่ดูไม่ค่อยปกติ อย่างแรกเลยคือเกมนี้เซ็ตฉากอยู่ในสกอตแลนด์ แต่ Simon กลับไม่มีสำเนียงท้องถิ่นสักนิด แม้มันจะไม่ใช่เรื่องแปลก แต่ถ้าเขาไม่ใช่คนพื้นที่ แล้วคนป่วยแบบเขาจะมาทำอะไรในเมืองเล็กๆ บนเกาะสกอตแลนด์ล่ะ? เขามีความเกี่ยวข้องอะไรกับที่นี่กันแน่? ไหนจะบทสนทนากับสาวปริศนาในตัวอย่างที่บอกเขาว่า "คุณทำในสิ่งที่คุณทำลงไปแล้ว" อีก

สรุปแล้ว Simon ไปทำอะไรมา และเขากำลังแบกความรู้สึกผิดอะไรไว้? ทำไมเขาถึงดิ้นรนอยากจะแก้ไขอดีตขนาดนั้น และเขาจะยอมถลำลึกไปไกลแค่ไหนเพื่อให้มันสำเร็จกัน?


โลกต่างมิติ (Otherworld)

เกมตระกูล Silent Hill มักจะดำรงอยู่บนสองโลกคู่ขนาน โลกแรกคือเมืองที่ (เกือบจะ) รกร้าง ปกคลุมไปด้วยหมอกหนาที่ซ่อนความลับและสัตว์ประหลาดไว้ทุกซอกมุม ส่วนโลกที่สองคือ Otherworld ซึ่งเป็นเวอร์ชันที่บิดเบี้ยวของเมืองเดียวกัน และมักจะเป็นที่ที่ความสยองของจริงซ่อนตัวอยู่ ซึ่งปกติแล้วโลก Otherworld จะมาในธีมสนิมและลวดหนาม ทว่าแต่ละภาคก็จะมีเอกลักษณ์ต่างกันไป อย่างใน Silent Hill f ก็จะมาในธีมวัดญี่ปุ่นที่มืดมิด เต็มไปด้วยเสาโทริอิและศาลเจ้าอินาริ

แม้ว่าตัวตนที่แท้จริงของ Otherworld ใน Silent Hill: Townfall จะยังไม่ถูกเปิดเผยออกมา แต่หลายช่วงในตัวอย่าง State of Play ล่าสุดก็ช่วยยืนยันการมีอยู่ของมัน โดยสัญญาณแรกคือตอนที่ Simon แตะผ้าพันแผลตรงเข็มน้ำเกลือ จู่ ๆ โลกก็มืดลงและมีแสงสีแดงที่ดูไม่น่าไว้วางใจส่องมา และแสงสีแดงนี้เป็นสัญลักษณ์ที่โผล่มาให้เห็นอีกหลายครั้ง ทั้งในทางเดินแคบ ๆ ที่มีพื้นเป็นตะแกรงเหล็ก และฉากที่ Simon ยิงสัตว์ประหลาด

นอกจากนี้ยังมีฉากสัตว์ประหลาดบนเตียงคนไข้ ซึ่งถ้าสังเกตดีๆ ฉากนี้ก็น่าจะเกิดขึ้นใน Otherworld เหมือนกัน เพราะโทนสีเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง จากสีฟ้าเทาในช่วงแรก กลายเป็นสีเหลืองน้ำตาลที่ดูเน่าเฟะ แถมสวนข้างนอกห้องคนไข้ก็ดูครึ้ม มีรถเข็นดินถูกล่ามโซ่ทิ้งไว้ในพื้นหลัง ซึ่งแม้ว่าจะยังฟันธงไม่ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่สไตล์งานภาพที่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจนก็ทำให้อดคิดไม่ได้จริง ๆ ว่านั่นแหละ Otherworld


สตูดิโอ Screen Burn

Screen Burn สตูดิโอที่พัฒนา Silent Hill: Townfall อาจจะเป็นชื่อที่คนไม่ค่อยคุ้นหูกันเท่าไหร่ แต่ทีมนี้มีประวัติการทำเกมสยองขวัญมาไม่น้อย แถมยังเป็นเกมที่ดีมากด้วย และผลงานที่สร้างชื่อที่สุดของพวกเขาคือเกม Observation ซึ่งทำออกมาตั้งแต่ตอนที่สตูดิโอยังใช้ชื่อว่า No Code

มันเป็นเกมสยองขวัญไซไฟที่เราจะได้รับบทเป็น AI ประจำสถานีอวกาศที่ต้องพยายามไขปริศนาเบื้องหลังการหายตัวไปของลูกเรือ โดยฟีเจอร์ของมันจะคล้าย ๆ กับเกม Five Nights at Freddy's แบบรีเวิร์ส คือ เราต้องคอยสลับกล้องวงจรปิดและบังคับโดรนอัตโนมัติเพื่อสำรวจสถานี แก้ปริศนา และหาทางช่วยลูกเรือที่ยังรอดชีวิต

นอกจากนี้ยังมีเกม Stories Untold ซึ่งเป็นแนวผจญภัยสยองขวัญ 4 ตอนจบ ที่ระบบส่วนใหญ่ของเกมจะเป็นการโต้ตอบกับหน้าจอคอมพิวเตอร์ ทั้งแบบพิมพ์คำสั่ง (Text-based) หรือการสลับหน้าจอไปมา และถึงแม้ทั้งสองเกมนี้จะไม่ได้ดังเปรี้ยงอะไร แต่ใครที่เคยเล่นจะรู้ดีว่าสตูดิโอนี้รักษามาตรฐานคุณภาพและความคิดสร้างสรรค์ในงานของพวกเขาได้ดีทีเดียว

แปลและเรียบเรียงจาก : gamerant.com