เมื่อชัยชนะไม่ได้มาด้วยฝีมือเพียงอย่างเดียว... ผลวิจัยล่าสุดชี้ชัด Call of Duty ครองแชมป์เกมที่มีผู้เล่นพยายามสรรหาโปรโกงมากที่สุดในโลก ท่ามกลางการต่อสู้ที่ดุเดือดระหว่างระบบ Anti-Cheat กับเหล่าแฮกเกอร์ที่นับวันจะล้ำหน้าขึ้นทุกที พร้อมทำความรู้จักระบบ Anti-Cheat ระดับ Kernel ที่ยอมแลกความเป็นส่วนตัวเพื่อสังคมเกมที่สะอาดขึ้น
โดยผลการศึกษาที่เปิดเผยเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2026 ที่ผ่านมา ได้ระบุว่า Call of Duty เป็นแฟรนไชส์เกมที่มีคนโกงมากที่สุด โดยเฉพาะเมื่อผลวิจัยโชว์ให้เห็นว่าเกมนี้มีจำนวนผู้เล่นที่ "ค้นหาโปรโกงออนไลน์" สูงที่สุดติดอันดับหนึ่ง ซึ่งหากจะว่ากันตามตรงแล้ว ปัญหาเรื่องการโกงนั้นอยู่คู่กับวงการเกมมาอย่างยาวนาน และไม่ใช่แค่ Call of Duty เท่านั้นที่ประสบปัญหานี้ แต่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับเกือบทุกเกมออนไลน์ที่เน้นระบบมัลติเพลเยอร์ในปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม ยังมีข่าวดีอยู่บ้างที่ช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา Call of Duty: Black Ops 7 เพิ่งได้รับการอัปเกรดระบบตรวจจับการโกงครั้งใหญ่ โดยระบบ RICOCHET Anti-Cheat ได้รับการปรับปรุงประสิทธิภาพต้อนรับการมาของ Season 2 ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้เน้นไปที่การวิเคราะห์ข้อมูลผู้เล่นเพื่อหาความผิดปกติแบบเรียลไทม์ทั้งบน PC และคอนโซล
หากเจาะลึกลงไปในรายละเอียด ทางบริษัทความปลอดภัยไซเบอร์ Surfshark พบตัวเลขที่น่าตกใจว่า ผู้เล่น Call of Duty มีการค้นหาโปรโกงสูงถึง 66 ครั้งต่อผู้เล่น 1,000 คน ตามมาด้วย Rocket League ในอันดับสอง (59 ครั้ง) และ Tom Clancy’s Rainbow Six Siege ในอันดับสาม (53 ครั้ง) โดยเป็นการสุ่มตรวจจาก 15 เกมออนไลน์ยอดนิยมผ่านคีย์เวิร์ดอย่าง aimbot, wallhack หรือ hack ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา
ที่น่าสนใจคือ เกมแนว MOBA อย่าง Overwatch, League of Legends, Valorant และ DOTA 2 กลับมีสังคมที่ขาวสะอาดกว่ามาก โดยมีอัตราการค้นหาโปรโกงเฉลี่ยเพียง 0.3 ครั้งต่อ 1,000 คนเท่านั้น นอกจากนี้ผลวิจัยยังชี้ให้เห็นว่า เกมที่ใช้ระบบ Anti-cheat ระดับ Kernel (เหมือนที่ใช้ใน Black Ops 7 เวอร์ชัน PC) มักจะช่วยให้สถิติการพยายามค้นหาวิธีโกงลดน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด

ทว่าระบบระดับ Kernel นี้ก็มักจะเป็นประเด็นดราม่าในหมู่เกมเมอร์เสมอ เพราะมันจะถูกติดตั้งลงในเครื่องในฐานะไดรเวอร์ที่มีสิทธิ์เข้าถึงระบบสูงสุด ทำให้สามารถมองเห็นหน่วยความจำและฮาร์ดแวร์ได้ทั้งหมดเพื่อตรวจจับโปรแกรมแฮกที่ซ่อนอยู่ลึก ๆ ซึ่งระบบทั่วไปมองไม่เห็น แต่ในขณะเดียวกัน เกมเมอร์หลายคนก็มองว่ามันคุกคามความเป็นส่วนตัวเกินไป เหมือนกับระบบ Vanguard ของ Valorant ที่ทำงานอยู่ตลอดเวลา
แม้ระบบจะดูโหดและมีประสิทธิภาพสูงเมื่อใช้คู่กับมาตรการแบนฮาร์ดแวร์ถาวร แต่ก็ต้องยอมรับว่ามันยังไม่สามารถป้องกันได้ 100% ตัวอย่างเช่นในเกม Arc Raiders ที่ผู้เล่นยังขยันหาวิธีบั๊กหรือช่องโหว่ใหม่ ๆ มาใช้ได้แทบทุกสัปดาห์ หรือแม้แต่ Rocket League ที่เริ่มมีการใช้บอท AI ขั้นสูงและสคริปต์คำนวณล่วงหน้ามาช่วยเล่น ซึ่งในอนาคตเราอาจจะได้เห็นซอฟต์แวร์ Anti-cheat ที่พัฒนามาเพื่อรับมือกับ "โกงระดับ AI" โดยเฉพาะแพร่หลายมากขึ้นแน่นอน

แปลและเรียบเรียงจาก : gamerant.com
