หลังจากวางขายไปได้ไม่ถึง 2 วัน ดูเหมือนว่าทาง SEGA และ Creative Assembly ไม่อาจนิ่งเฉยต่อกระแสวิพากษ์วิจารณ์ของ Total War: SHOGUN 2 – Complete Edition ภาครีมาสเตอร์ของเกมวางแผนยุทธการพิชิตญี่ปุ่นระดับตำนานได้อีกต่อไป เพราะตัวเกมโดนสับเละทั้งเรื่องประสิทธิภาพ ปัญหากราฟิก และบั๊กต่าง ๆ ที่แทบไม่ได้รับการแก้ไขจากภาคต้นฉบับ แถมยังมีประเด็นเรื่องการใช้ AI อัปสเกลภาพแบบขาดการตรวจสอบคุณภาพ จนคะแนนรีวิวบน Steam กลายเป็นแง่ลบอย่างถล่มทลาย ส่งผลให้ต้องมีการประกาศระงับการขายชั่วคราวเป็นที่เรียบร้อย
โดยทาง SEGA ได้ออกมาแถลงยอมรับว่าตัวเกมเวอร์ชัน Complete Edition มีคุณภาพไม่ถึงมาตรฐานที่ตั้งไว้จริง ๆ โดยขณะนี้กำลังประสานงานกับหน้าร้านค้าต่าง ๆ เพื่อระงับการขายชั่วคราว พร้อมทั้งนำเวอร์ชันดั้งเดิมที่ถูกถอดออกไปก่อนหน้านี้กลับมาวางขายแทนที่อีกครั้ง ในระหว่างนี้ ทีมงานและ MATABOO ซึ่งเป็นผู้พัฒนาร่วมจะเร่งตรวจสอบและแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ให้ดีขึ้น ส่วนผู้ที่ซื้อเวอร์ชัน Complete Edition ไปแล้วจะยังคงสามารถเข้าเล่นได้ตามปกติ
นอกจากนี้ Creative Assembly ยังยืนยันว่าจะขยายเงื่อนไขการขอคืนเงินร่วมกับหน้าร้านค้าต่าง ๆ เพื่อให้ผู้เล่นที่ไม่พอใจสามารถทำเรื่องขอเงินคืนได้ แม้จะเล่นเกินระยะเวลาที่กำหนดตามเกณฑ์ปกติไปแล้วก็ตาม ทว่ายังไม่มีการระบุแน่ชัดว่าตัวเกมจะพร้อมกลับมาวางขายอีกครั้งเมื่อใด

เดิมทีเกมเวอร์ชัน Complete Edition ชูจุดเด่นเรื่องการอัปเกรดกราฟิก แสงเงา พื้นผิว และอินเทอร์เฟซให้รองรับความละเอียดระดับ 4K รวมถึงเปลี่ยนโครงสร้างเป็นแบบ 64-bit เพื่อให้เกมมีความเสถียร พร้อมปลดล็อกฝ่ายย่อยให้เลือกเล่นได้และเพิ่มตัวเลือกสำหรับปิดระบบ Realm Divide ในขณะที่ระบบม็อดเปลี่ยนไปใช้บริการของเว็บไซต์ mod.io แทนที่ Steam Workshop เดิม

ทว่าเมื่อวางจำหน่ายจริง ผู้เล่นกลับต้องเผชิญกับปัญหาสารพัดจนรีวิวส่วนใหญ่บน Steam กลายเป็นแง่ลบอย่างหนัก โดยปัญหาหลักที่ถูกร้องเรียนมากที่สุดคือเรื่องประสิทธิภาพของตัวเกม ซึ่งมีเกมเมอร์รายหนึ่งรายงานว่าเฟรมเรตร่วงลงไปอยู่ที่ 30-40 FPS ขณะเล่นบนความละเอียด 4K และปรับกราฟิกระดับ High ทั้งที่ใช้การ์ดจอระดับท็อปอย่าง GeForce RTX 5090
ในส่วนของงานภาพก็มีปัญหาตามมาไม่แพ้กัน ไม่ว่าจะเป็นเอฟเฟกต์แสงฟุ้ง (Bloom) ที่มากเกินพอดี พื้นผิวต่าง ๆ ที่ดูไม่สวยงาม ไปจนถึงภาพประกอบยูนิตที่ดูเละเทะผิดเพี้ยน จนผู้เล่นบางส่วนตั้งข้อสังเกตว่า ทีมงานอาจใช้เทคโนโลยี AI ในการอัปสเกลภาพโดยไม่ตรวจสอบคุณภาพให้ดีพอ อีกทั้งยังไม่ได้ระบุแจ้งไว้ในหน้าร้านค้า ซึ่งทำให้ผู้เล่นบางกลุ่มตัดสินใจกดรายงานเกมนี้กับทาง Steam เนื่องจากละเมิดกฎเรื่องการไม่เปิดเผยข้อมูลการใช้เทคโนโลยี AI และผู้เล่นยังช่วยกันผลักดันจนเกมนั้นขึ้นแท็ก "Artificial Intelligence" และ "Psychological Horror" อีกด้วย (แสดงว่าสยองจริง ๆ)


ไม่เพียงแค่นั้น บั๊กเกมเพลย์จำนวนมากที่ผู้เล่นเคยรวบรวมไว้ตลอดหลายปีตั้งแต่สมัยภาคดั้งเดิมก็ยังไม่ได้รับการแก้ไข แถม SEGA ยังเคยยืนยันไว้ก่อนหน้านี้ด้วยว่า ม็อดทั้งหมดที่สร้างขึ้นสำหรับภาคเก่าจะไม่สามารถนำมาใช้งานร่วมกับเวอร์ชัน Complete Edition ได้ ต้องให้ผู้สร้างม็อดทำการอัปเดตเพื่อให้ใช้งานกับเวอร์ชันใหม่ได้
อีกหนึ่งประเด็นร้อนที่ทำให้ SEGA และ Creative Assembly ถูกโจมตีอย่างหนักคือนโยบายการวางจำหน่าย เนื่องจากตัวเกมตั้งราคาไว้ที่ 39.99 ดอลลาร์สหรัฐ (990 บาทสำหรับโซนไทย) แม้จะมีส่วนลดพิเศษ 75% ให้กับผู้ที่มีเกมภาคเดิมอยู่แล้ว แต่โปรโมชันดังกล่าวก็มีระยะเวลาจำกัดเพียงแค่ 1 เดือนเท่านั้น พ่วงด้วยการถอดเกมเวอร์ชันดั้งเดิมออกจากหน้าร้าน จนหลายคนมองว่าเป็นการตัดทางเลือกของผู้เล่นใหม่ ป้องกันไม่ให้มีการซื้อเพื่อเอาส่วนลด Complete Edition และเป็นการบีบบังคับให้เจ้าของเกมภาคเก่าต้องรีบตัดสินใจซื้อก่อนที่ราคาจะปรับกลับไปเต็มจำนวน

คงต้องจับตาดูกันต่อไปว่า SEGA และ Creative Assembly จะกอบกู้สถานการณ์และพา Shogun 2 ฝ่ามรสุมลูกใหญ่นี้ไปได้อย่างไร เพราะนอกจากจะต้องเร่งสะสางปัญหาทางเทคนิคที่รุมเร้าในหลายด้านแล้ว ยังต้องเร่งฟื้นฟูความเชื่อมั่นของแฟนเกมที่สูญเสียไปให้กลับคืนมาอีกด้วย
ส่วนใครที่อยากจะซื้อเกมเวอร์ชันดั้งเดิมเผื่อว่าในอนาคตอาจจะถูกนำออกไปอีกรอบ ก็สามารถซื้อได้บน Steam โดยราคาจะอยู่ที่ 579 บาทครับ
แปลและเรียบเรียงจาก
VideoCardz.com
X - SEGA
